prince caspian

prince caspian

150 150 *pradt

prince caspian is the sequel of the chronicles of narnia : the lion, the witch, and the wardrobe. it tells the story of narnia which is now ruled by the telmarines. lord miraz, is served as lord protector for the time until his nephew prince caspian is ready to take the throne. but the plan has changed when lord miraz’s wife prunaprismia bares him a son, he decides to take everything and get rid of prince caspian.

professor cornelius knew it all along, he warns and helps the prince to escape gives him a magic horn which can bring the kings and the queens of old back to narnia.

one year has passed in human world. peter, susan, edmund, and lucy pevensie are brought back to narnia by the magic of the horn. they soon realize that narnia is not the same as they used to know. 1,300 years has passed, everything is changed. they must help prince caspian taking back the throne and restore peace.

the film is looking great in almost every way. the visual effect is brilliant. however you will find that the story is darker, much darker comparing to the first film. i also feel that this film is a bit short (even though it runs over 2 hours, i still want more!) it might be a bit confusing for people who did not actually read the novel.

ภาคต่อของภาพยนตร์ the chronicles of narnia : the lion, the witch, and the wardrobe หลังจากที่ทั้งสี่ได้กลับมาจากนาร์เนีย มาใช้ชีวิตปกติเป็นเวลากว่าหนึ่งปี ดินแดนนาร์เนียก็เกิดเรื่องขึ้น เมื่อลอร์ดมิราซ (miraz) ผู้รักษาการณ์การแทน king caspian ที่ 9 (ซึ่งสวรรคตไปแล้ว) ได้สั่งเก็บ prince caspian ผู้เป็นหลานชาย (ซึ่งเป็นเจ้าของบัลลังก์ king caspian ลำดับที่ 10) หลังจากที่ภรรยาของลอร์ดมิราซ ได้ให้กำเนิดบุตรชาย เพื่อที่เขาจะได้ครองบัลลังก์

แต่ professor cornelius ล่วงรู้ถึงแผนการณ์นี้ จึงได้ไปเตือนให้เจ้าชายหนีออกจากปราสาท พร้อมมอบแตรเขาสัตว์ไว้ โดยบอกว่าถ้ามีอันตรายถึงชีวิต ให้ใช้สิ่งนี้ …แตรเขาสัตว์อันนั้นคือ แตรของ queen susan ซึ่งมีเวทมนตร์ สามารถนำพี่น้องทั้งสี่ กลับมายังดินแดนนาร์เนียได้

แต่เมื่อทั้งสี่กลับมายังดินแดนนาร์เนีย พวกเขาก็ได้พบว่า ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว เวลาในดินแดนนาร์เนีย ได้่ผ่านมากว่า 1,300 ปี และในตอนนี้ ผู้ปกครองนาร์เนียคือชาว telmarine ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่ทำลายชีวิตชาวนาร์เนียไปอย่างมหาศาล ส่วนพวกที่เหลือ ก็ได้แต่ถอยร่นเข้าไปซ่อนอยู่ในป่า จนผู้คนเชื่อกันว่าชาวนาร์เนียร์ สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว

เหล่าราชาและราชินีแห่งอดีต ถูกเรียกกลับมาด้วยแตรวิเศษ เพื่อช่วยเหลือ prince caspian ทวงบัลลังก์คืน เพื่อคืนความสงบสุขให้กับดินแดนแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง

ภาคนี้งานสร้างยังคงอลังการเหมือนเดิม แต่เนื้อเรื่องในภาคนี้ทั้งมืดมนและหดหู่มาก อีกทั้งยังมีความรุนแรงมากกว่าภาคก่อนเยอะ สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน อาจจะงงเล็กน้อย แต่โดยรวมก็ถือว่าเขียนบทออกมาได้ดีทีเดียว ตัวหนังความยาวร้อยสี่สิบกว่านาที แต่กลับรู้สึกว่าหนังยังสั้นไปนิด ช่วงเวลาของการพบกันและร่วมต่อสู้ มันดูเหมือนขาดแรงจูงใจ แต่คิดว่าเป็นเพราะเรื่องเวลา ทำให้ต้องตัดรายละเอียดปลีกย่อยออกไป คงเหลือแต่เพียงจุดสำคัญหลักเท่านั้น

★★★★☆ การแสดง (acting)
★★★★☆ นักแสดง (actors/casting)
★★★★☆ เนื้อเรื่อง (story)
★★★★☆ ดนตรีประกอบ (music/sound effect)
★★★★★ การถ่ายทำ (direction/composition)
★★★★☆ ความชอบโดยรวม (overall)

movie: the chronicles of narnia : prince caspian | director: andrew adamson | release: 2008

[audio:thecall.mp3]
the call (regina spektor) ▼

12 comments
  • ทำไมดาวเป็นสีดำครับ [shy]

    มิสเตอรื ทัมนัส ภาคนี้ไม่มีแล้ว ชิมิ

  • @golf
    nobody can live 1,300 years except aslan and the white witch
    ดาวเปลี่ยนสีเพราะรู้สึกว่าสีเหลืองมันดูโดดมากเกินไป [twisted] และจะได้เข้ากับหน้า movie review ที่ทำใหม่แล้ว [hihi]

  • ไปดูแล้วงงมากมาย แต่ก็เข้าใจนะ(เอะ ตกลงจะงงหรือจะเข้าใจ) เพราะว่ามันไม่ได้เรียงตามลำดับเวลา
    ไปดูแบบไม่รู้อะไรเลย ดูแต่ภาคแรก ดูตัวอย่างภาค 2 แค่นั้น (แถมจำภาคแรกไม่ได้แล้วด้วย)
    อยากรู้เรื่องในหนังสือ แต่ยังไม่อยากอ่านตอนนี้

  • EscRiBiTioNiSt® 2008.06.02 at 8:37

    ไปดูมาแล้วเหรอ ไวจริงๆ เรื่องนี้ อยากดู อยากดู ชอบ The Chronicles of Narnia [stunned]

  • EscRiBiTioNiSt® 2008.06.02 at 8:39

    after i clicked ‘hit me gently,’ the page showed ‘The requested URL could not be retrieved’ every time – -“

  • @escribitionist
    your click is not gentle enough :)
    it’s the mystery of wordpress.

  • นาเนียภาคนี้ไปดูแล้วหลับแฮะ แปลก

  • สนุกดี … แต่โหดกว่าภาคแรกนะ ขนทัพถล่มกันแทบราบพนาสูญ เราว่าสนุกกว่าอินดี้ 4 อ่ะ

  • จำได้ว่าตอนอยู่ ป 5 หนังสือชุดเมืองในตู้เสื้อผ้าเป็นหนังสือที่อ่านแล้วอ่านอีก ชอบมากมาก

    เวลาผ่านไปนานมากจนลืมไปแล้วว่าเคยอ่านเรื่องนี้มาก่อน

    พอลองดูหนัง(ภาคแรก)อีกที ก็รู้สึกสงสัยว่าเราอายุเกินกว่าจะกลับเข้าไปในตู้เสื้อผ้าได้แล้วมั้ง ไม่อินเลย
    แต่ก็คงจะไปหา dvd ดูภาคนี้อยู่ดี

  • ชอบมากกว่าภาคแรกครับ ส่วนตัวแล้วผมไม่ติดใจนิยายต้นฉบับ เคยลองอ่านดูนิดหน่อยแล้วก็วางไม่อยากอ่านต่อ นอกจากพวกบทวิจารณ์ต่างๆ ซึ่งผมรู้สึกว่าลูอิสผู้เขียนออกจะเคร่งครัดและโปรโมตศาสนาคริสต์มากเกินไปหน่อย แต่ยอมรับว่าเขาบรรยายถ่ายทอดเรื่องความเชื่อต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมได้ชัดเจนดีมาก ไม่ซับซ้อน (นักวิจารณ์จำนวนหนึ่ง รวมถึงโทลคีน เห็นว่านาร์เนียนั้นเป็นเลิศในบางด้าน แต่กลับมีจุดบกพร่องที่ขัดแย้งกันเองในส่วนของการดำเนินเรื่องอย่างน่าแปลกใจ )

    ส่วนภาคแรก ผมเฉยๆครับ ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ ที่สำคัญน่าจะเป็นเพราะเรื่องคติความเชื่อที่เป็นแก่นของเรื่องไม่ดึงดูดใจผมเลย แต่กับภาคสองผมรู้สึกว่าหนังทำได้กระชับกว่าชัดเจน ความยาวสองชั่วโมงครึ่งไม่เป็นปัญหาเลย ออกจะสั้นไปนิดด้วยซ้ำ ดูสนุกมากครับ [lol] รู้สึกว่า ผกก. น่าจะรู้ตรงไหนของต้นฉบับนิยายที่ควรตัดทอน ตรงไหนควรเน้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนคติที่ค่อนข้างล้าหลังแบบคลั่งศาสนาไปสักนิดของลูอิส เท่าที่ผมเห็นก็เรื่องที่วางให้ตัวละครผู้ร้ายคือลอร์ดมิราซเป็นมุสลิม ซึ่งในหนังจะไม่เน้นประเด็นนี้เลย คนดูหลายคนไม่น่าจะรู้ครับว่าตัวละครฝ่ายร้ายเป็นมุสลิม อย่างน้อยก็จนกระทั่งฉากรบในตอนจบ ซึ่งน่าจะเห็นได้ค่อนข้างชัดจากรูปลักษณ์ของนักรบฝ่ายเทลมารีนที่แสดงความเป็นมุสลิมออกมา แต่ผมมองในแง่ดีว่ามันเป็นแค่เปลือกที่จะเสริมความขลังและสมจริงให้ตัวหนังเท่านั้น ไม่ได้แฝงอคติอย่างนิยายต้นฉบับ (เพราะอย่างนี้ ฟิลิป พูลแมน ผู้เขียน his dark material ถึงได้เกลียดนาร์เนียนัก) …อย่างไรก็ตามผมชอบ prince caspian ในทุกองค์ประกอบครับ และถึงแม้ว่าต้นฉบับนิยายออกจะคร่ำครึในเรื่องความเชื่อคริสเตียน แต่ความดีเลิศของมันก็เปิดโอกาสให้คนเสพได้ตีความได้หลากหลายออกไป อย่างที่หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมนี่แหละ

    เสริมอีกนิดว่า เหล่าผู้แสดงทุกคนเหมาะกับบทและแสดงได้ดีทุกคนครับ ไม่ใช่แค่ดูดีอย่างเดียว(และยิ่งดูดีเมื่อโตขึ้น) ส่วนตัวผมชอบสแคนดาร์(เอ็ดมันด์) กับจอร์เจีย(ลูซี่) เป็นพิเศษ ดีใจที่ภาคต่อไปเราจะได้เห็นสองคนนี้เติบโตต่อไปอีกครับ แต่ก็อดเสียดายปีเตอร์กับซูซานไม่ได้ที่ต้องยุติบทบาทลงแค่ภาคนี้ …นึกถึงแฮรี่ พ็อตเตอร์ แล้วอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขาคัดเลือกนักแสดงได้เจ๋งอย่างนาร์เนีย หนังจะออกมาดีกว่าที่เห็นอีกเยอะๆๆๆๆ เลยละมั้ง

  • ^
    อ่า… ฉันอ่านฉบับหนังสือก่อนดูหนัง กลับไม่รู้สึกถึงการโปรศาสนาคริสต์เลยนะ (หรือว่าฉันจะทื่อไป??)

    ฉันแค่รู้สึกว่านาร์เนียเวอร์ชั่นหนังสือ มันเป็นหนังสือเด็ก ในความหมายของหนังสือเด็กจริง ๆ คือไม่ค่อยมีความรุนแรง ถ้ามีก็จำกัดไม่อธิบายละเอียด ซึ่งฉันว่าก็เหมาะสมดีกว่าเฮนรี่พอตเตอร์ ที่เหมือนจะเขียนให้เด็กอ่าน ไปๆมาๆ ดันกลายพันธุ์เป็นหนังสือผู้ใหญ่ไปแล้ว

    ส่วนเรื่องความเป็นมุสลิม ตอนที่ฉันอ่านเกี่ยวกับเบื้องหลังการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ฉันว่าเขาจงใจเลือกนักแสดงหน้าเข้ม ๆ พวกอิตาเลียนหรือเม็กซิกันมากกว่านะ (คนแสดงเป็นกษัตริย์มิราซรู้สึกจะเป็นนักแสดงชาวอิตาเลี่ยน) คงไม่ตั้งใจให้ดูเป็นมุสลิมหรอก เพราะหนังทำมาฉายทั่วโลก ถ้าให้มุสลิมซึ่งก็มีปริมาณมากมายในโลกเป็นผู้ร้าย คงโดนต่อต้านกันแย่ ตอนนี้ประเด็นมุสลิมมันก็ล่อแหลมและละเอียดอ่อนมากพอแล้ว

  • หือ ผมก็ย้ำว่าหนังไม่ได้เน้นประเด็นนี้ตามหนังสือนะ ที่ว่ามันแสดงถึงรูปแบบของชาวมุสลิม(อาหรับ)ออกมาก็เฉพาะฉากสงครามท้ายเรื่องซึ่งผมมองว่ามันเป็นแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่ได้มีเจตนาในแง่ลบแต่อย่างใด ซึ่งผมชื่นชมหนังในแง่นี้ครับ จะพูดให้ชัดขึ้นไปอีกก็คือ หนังไม่ได้รับเอาคติบางอย่างของผู้เขียนที่ออกจะคร่ำครึและเคร่งศาสนาอยู่ออกสักหน่อยมาด้วยครับ คิดว่าผู้กำกับน่าจะตัดสินใจลดทอนในประเด็นนี้ลงครับ

Comments are closed.