เคยรู้สึกไหมว่า เมื่อมีใครสักคนทำร้ายเรา ไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ พอเวลาผ่านไป เขาจะไม่สามารถจดจำมันได้อย่างแม่นยำเท่ากับเราที่ถูกทำร้าย ทำให้เราสงสัยกับตัวเองว่า ทำไมเขาถึงลืมมันได้อย่างง่ายดายนัก ไม่ต้องแปลกใจเลย นั่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะในจิตใจของมนุษย์ทุกคน เลือกที่จะจำแต่ในสิ่งที่อยากจำ และสิ่งที่ไม่อยากจำก็จะถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา เมื่อบุคคลหนึ่งทำร้ายอีกบุคคลหนึ่ง ในจิตใต้สำนึกของผู้กระทำนั้น รู้อยู่ว่าสิ่งที่ตนทำไปเป็นสิ่งที่ผิด ไม่น่าจดจำ

ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป อาจจะห้าปีหรือสิบปี เขาจะลบเลือนความทรงจำส่วนนั้นไปในที่สุด ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่ถูกทำร้ายนั้นกลับยากที่จะลืมเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตน เพราะจิตใต้สำนึกของเราจะตอกย้ำกับตัวเองอยู่เสมอว่าคนๆนั้นได้ทำร้ายเรา ทำให้เราเจ็บปวด เราจะไม่มีวันลืม แต่หารู้ไม่ว่า นั่นกลับทำให้เราเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไป มีเพียงแต่เราผู้เดียวเท่านั้นที่ยังจดจำเหตุการณ์เลวร้ายนั้นได้อยู่ และเป็นตัวเราเองที่คอยเติมเชื้อไฟแห่งความเจ็บปวด ไม่ใช่คนๆนั้นที่เคยทำร้ายเรา เพราะเขาได้ลืมไปตั้งนานนมแล้วว่าได้เคยทำอะไรกับเราไว้ ดังนั้น ถ้าหากเรามีสติปัญญา เราเองก็สมควรที่จะลืมเหตุการณ์เหล่านั้นให้หมดไปเสีย ไม่ควรที่จะผูกใจเจ็บ เพราะยิ่งลืมได้เร็วเท่าไร เราเองก็จะหายจากความเจ็บปวดเร็วขึ้นเท่านั้น

เคยไหม ที่เราได้ช่วยเหลือใครสักคน แล้วเมื่อเวลาผ่านไป เขากลับไม่สามารถจำมันได้ ทำให้เรารู้สึกเสียใจว่าทำไม่เขาถึงไม่รู้สึกสำนึกในบุญคุณที่เราได้เคยช่วยเขาไว้ นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะเราเองตีความหมายของการช่วยเหลือผิดไป เราคิดเข้าข้างตัวเองว่าการช่วยเหลือคนอื่นเป็นสิ่งที่ประเสริฐ น่ายกย่อง น่าจดจำ หารู้ไม่ว่านั่นเป็นความรู้สึกของเราแต่เพียงฝ่ายเดียว ในทางตรงกันข้าม ความรู้สึกของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นไม่เหมือนกับเราเลยสักนิด เขาจะรู้สึกว่า การรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นนั้น เป็นสิ่งที่น่าอับอาย เสียเกียรติ ไม่น่าภูมิใจ ไม่น่าจดจำเลยสักนิด ทำให้จิตใต้สำนึกของเขาสั่งให้ลืม เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เขาก็จะลืมมันในที่สุด เปรียบเทียบได้กับการให้ผู้อื่นยืมเงิน เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าหนี้ก็มักจะต้องเป็นฝ่ายทวงเงินจากลูกหนี้ น้อยครั้งมากที่ลูกหนี้จะเป็นผู้เอาเงินมาคืนให้โดยไม่ต้องทวง เพราะว่ามีแต่เจ้าหนี้เท่านั้นแหละที่สามารถจดจำการให้ยืมเงินได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่ลูกหนี้ส่วนมากแล้วไม่มีความสนใจที่อยากจะจดจำการหยิบยืมเงินนั้นเลยสักนิด ดังนั้น หากเราคิดที่จะช่วยเหลือใครก็ตาม จงระลึกไว้เสมอว่า การช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเป็นการทำบุญ ซึ่งความสุขที่เกิดจากการทำบุญนั้นจะเกิดขึ้นกับเราในชั่วขณะที่เราได้ช่วยเหลือเขาให้พ้นทุกข์เท่านั้นเอง อย่าไปหวังว่าในอนาคตเขาจะยังสำนึกถึงบุญคุณของเราได้ ถ้าคิดได้เช่นนี้ เราก็จะไม่ต้องไปเสียใจในภายหลังเมื่อพบว่าผู้ที่เราเคยช่วยเหลือเขานั้นได้ลืมไปเสียแล้วว่าเขาได้เคยรับการช่วยเหลือจากเรา

บทความโดย ดร. ปิลันธ ปิยศิริเวช

2005.07.20