perfume

perfume

150 150 *pradt

ภาพยนตร์ที่สร้างจาก นิยายขายดีภาษาเยอรมัน ชื่อว่า das parfum. die geschichte eines mörders แต่งโดย patrick süskind โดยใช้ชื่ออังกฤษว่า perfume : the story of a murderer.

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 18 เมื่อเด็กคนหนึ่งกำเนิดขึ้นมาในโลก แต่ไม่เป็นที่ต้องการของผู้ให้กำเนิด เขาถูกนำตัวไปที่บ้านเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังเป็นทารก และได้ชื่อว่า ฌอง แบ๊บทิส เกรอนุย (jean-baptiste grenouille) เขาเป็นคนมีพรสวรรค์ในการดมกลิ่น มีประสาทในการแยกแยะกลิ่นต่างๆเหนือมนุษย์ พอโตขึ้น เขาก็ถูกขาย ไปเป็นทาสในโรงงานฟอกหนัง เขาอดทนทำงา่นอย่างหนัก และเฝ้ารอวันที่เขาจะได้ออกไปสู่โลกภายนอก

วันหนึ่งเขาได้มีโอกาสเข้าไปในเมือง ได้พบกับกลิ่นใหม่ๆมากมาย และที่นั่นเขาก็ได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง ผู้มีกลิ่นที่เขาหลงไหล เขาติดตามเธอไปและพลั้งมือสังหารหญิงสาวคนนั้น แต่เมื่อหญิงสาวคนนั้นเสียชีวิตลง กลิ่นที่เขาหลงไหลก็หายไปด้วย เขาจึงต้องการเรียนรู้วิธีที่จะเก็บรักษากลิ่นเอาไว้ จึงไปขอติดตามนักปรุงน้ำหอมตกอับ กุยเซบเป้ บัลดินี (giuseppe baldini) จากนั้นเขาก็ได้ศึกษาและพัฒนาฝีมือ เพื่อคิดค้นน้ำหอมที่เป็นสุดยอดเหนือน้ำหอมใดๆ ที่มีคนสร้างขึ้นมา เขาเชื่อว่าถ้าำเขาทำสำเร็จ เขาจะกลายเป็นบุคคลที่คนยอมรับ ว่าเป็นคนพิเศษกว่าใครๆ

ชอบการเดินเรื่อง เทคนิคด้านภาพ ฉากต่างๆ รวมถึงเพลงประกอบมาก หนังสือยังไม่ได้อ่าน แต่คิดว่าหนังสือต้องสนุกกว่าหนังแน่นอน ตอนต้นเรื่องนี่สนุกจริงๆ โดยเฉพาะฉากที่ เกรอนุยผสมน้ำหอมครั้งแรก ส่วนตอนกลางถึงปลายเรื่องรู้สึกยืดไปหน่อย แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่ชอบครับ

นักแสดงทุกคนก็แสดงได้เป็นอย่างดี ยิ่ง เบน วิชชอว์ (ben whishaw) ซึ่งรับบทเป็นเกรอนุย แสดงได้เยี่ยมมาก ทั้งสีหน้าและแววตา

★★★★½ การแสดง (acting)
★★★★½ นักแสดง (actors/casting)
★★★★½ เนื้อเรื่อง (story)
★★★★★ ดนตรีประกอบ (music/sound effect)
★★★★½ การถ่ายทำ (direction/composition)
★★★★½ ความชอบโดยรวม (overall)

movie: perfume : the story of a murderer | director: tom tykwer | release: 2006 (เข้าฉายไทย 4 มกราคม 2007)

11 comments
  • ฉากโชว์พลังน้ำหอมตอนท้ายนี่สุดยอดมาก
    แต่ก็รู้สึกว่ามันเกินไปนิดนึง ถ้านั่งดูกับสาวนี่คง…
    ชอบเทคนิคด้านภาพครับ มีฉากที่ติดตาหลายฉากดี :D

  • แปลกประหลาดมาก!!

  • ดูแล้วชอบนะครับ รู้สึกว่าการถ่ายทอดของหนังแบบยุโรปๆมันได้ใจจริงๆเลย ชอบเหมือนคุณ rerng-rit นะครับกับฉากพลังน้ำหอม แต่ก็งงตอนจบไปนิดนึง พาแฟนไปดูแฟนก็ชอบนะครับ บอกว่าแปลกแนวกว่าหนังตลาดที่ดูกันบ่อยๆ [ismile]

  • ขอมาแจมบล็อกด้วยคนครับ เรื่องนี้ผมเขียนไว้เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว อิอิอิ

    Perfume: The Story of a Murderer หนังดีที่สุดในโปรแกรมที่เข้าในเสาร์อาทิตย์นี้ และแถมเป็นหนังที่มีฉายอย่างจำกัดไม่กี่ที่ และยังเป็นโรงแบบ Honey Moon Seat อีก นี่ถ้าผมไปดูหนังคนเดียวเหมือนทุกครั้งก็คงจะไม่ตีตั๋วเข้าไปดูเด็ดขาดเพราะเขินๆ แต่นี่มา 2 คน ค่อยกล้าหน่อย

    ที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่ไม่น่าพลาด ก็เพราะว่า

    1.หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของทอม ไทค์เวอร์ ผู้กำกับชาวเยอรมันที่ผมชอบงานของเขา 2 เรื่องก่อนหน้านี้คือ Run Lora Run และ Heaven หนังของเขาจะมีสไตล์เฉพาะตัว และมีประเด็นที่น่าสนใจ ชนิดออกจากโรงแล้วมีอะไรกลับไปคิดต่อแน่นอน

    2. เรื่องนี้สร้างมานิยายระดับ Best Seller ที่เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วโลก ในแง่ของจิตวิทยา ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และปรัชญา ฯลฯ ผมคิดว่านักเขียนที่สามารถเอาประเด็นพวกนี้มาผสมผสานให้กลมกล่อมได้ถือว่าย่อมไม่ธรรมดา

    3.เป็นหนังฆาตกรรมที่พระเอกเป็นนักทำน้ำหอม !

    ทันทีที่ดูจบ ! เราก็อึ่งกับหลายอย่างในเรื่อง ชอบหลายตอนเลย ถ้าให้เล่าคงยาว ทิ้่งเบอร์โทรฯ ไว้นะครับจะโทรไปเมาท์ให้ฟัง 555 ถ้าให้พิมพ์คงเมื่อยมือ แต่ก็ทำให้ผมตื่นเต้นมากๆ สมกับที่นักวิจารณ์ทั่วโลกลงความเห็นว่ามันเป็นหนังที่ทรงคุณค่าน่าที่จะพูดถึง Two Thump Up สิ่งที่ผมทึ่งก็คือ หนังสามารถใช้งานด้านภาพมาต่อเติมจินตนาการเรื่องกลิ่นในเรื่องได้อย่่างดี เชื่อเถอะครับ Perfume เป็นหนังที่บอกต่อได้ชนิดที่คนที่ไปดูต้องชอบและอ้าปากค้างกับบางฉากในเรื่อง เพราะมัน Giving a Moment

    ผมติดใจการที่ Narrator ค่อยๆ นำเราเข้าสู่โลกของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่คมคาย มีบทบางตอนที่ได้ยินแล้วชอบๆ ที่จำได้คือ

    “เขา(พระเอก)มีอุปสรรคในเรื่องภาษาที่จะอธิบายถึงความหอมของกลิ่นที่มีอยู่ในโลกนี้ ภาษามีคำอย่างจำกัดที่จะอธิบายมันได้หมด”

    “แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานดีๆ ต้องเกิดจากความเงียบสงบ”

    “ประสบการณ์ที่ทำงานอย่างหนักต่อเนื่องแต่ถ่อมตน และความอดทนจะทำให้คนเราประสบความสำเร็จ”

    “กุหลาบแดงสดๆ หนึ่งหมื่นดอกสามารถสกัดทำหัวน้ำหอมได้แค่ 1 ออนซ์”

    “เรื่องที่น่าเศร้าที่สุด ก็คือธรรมชาติของคนที่ไม่มีกลิ่นตัว ก็เหมือนกับไม่มีตัวตน ไม่มีใครจดจำได้ กลิ่นเป็นสัญชาตญาณที่มนุษย์จะจดจำซึ่งกันและกัน “
    “กลิ่นคือจิตวิญาณของสิ่งมีชีวิต”

    ฯลฯ ครับ แต่ที่เน้นๆ ผมจำได้ประมาณนี้ ผมชอบทีหนังเลืิอกจะใช้ตอนจบอย่างนั้น ไม่เล่านะอยากให้ไปดูเอง ดูไปก็คิดถึงเรื่องรูป รส กลื่น เสียง สัมผัส ที่มนุษย์เราตัดไม่ขาดสักที ย่อมที่จะมี Passion กับสิ่งเหล่านี้

  • ผมอ่าน Fiction (ยังไม่จบ) ก่อนแล้วไปดูหนังเรื่องนี้
    เพราะว่า สัปดาห์แรกที่เข้าฉายไม่มีเวลาไปดู
    แล้วก็อดทนจนวันนี้ได้ไปดูมาแล้ว ท่ามกลางการแหวกกระแส นเรศวรฟีเวอร์!

    หลังดูจบได้ความรู้สึกว่า
    – บทเขียนรัดกุม น่าติดตามดีมาก ลุ้นตลอดว่า นางเอกคนสุดท้ายจะรอดไหมหว่า (เพราะยังอ่าน Fiction ไม่จบ)
    – นางเอกคนแรก และคนสุดท้าย ตราตรึงใจยิ่งนัก
    – เกรอนุยเป็นพวกฆาตกรโรคจิตไม่กี่คนที่ผมสงสารและสมเพชในชะตากรรมของเขา และอีกนั่นแหละเกรอนุยเป็นฆาตรกรไม่กี่คนที่รอดจากการประหาร ถ้าไม่นับตาลุง Hannibal
    – ชอบงานฉาก การกำกับศิลป์เรื่องนี้หนะ
    – คุณลุงฮอฟแมนโผล่ออกมา ช่วยลดความเครียดของหนังได้ดี
    – คนเล่นบทเกรอนุย เล่นได้ใจมาก ชอบแววตามันว่างเปล่าและหม่นหมองดี

    PS. เจ้าของ Blog สนใจ Fiction เปล่า แต่ผมขออ่านจบก่อนนะ ไม่น่าเกินสิ้นเดือนนี้ (ถ้ามีเวลาอ่าน)

  • เพิ่งได้ดูวันนี้เองอ่ะ… สุดยอดดดดด แม้จะงงตอนจบก็ตามทีเถอะ แล้วก็ตอนต้น ก็ไหนมันกำลังจะ… อยู่แล้วนี่หว่า งง :?

  • the scent does not help him to love and be loved.

  • au8ust:
    ฉากเปิดเรื่องคือช่วงเวลาก่อนวันในฉากประหารในตอนท้ายครับ ในฉากต้นจะเป็นวันที่ประกาศให้ผู้คนรับรู้การตัดสินของศาล ว่า ฌอง แบ๊บทิส เกรอนุย จะถูกประหารด้วยการผูกติดกับไม้กางเขนไม้ ในอีกสองวันข้างหน้า

    ถัดจากฉากเปิดก็จะเป็นเล่าการย้อนเรื่องกลับไปในอดีต ให้เห็นประวัติของตัวเอกครับ

  • ชอบฉากเด็กทารกแรกเกิดท่ามกลางสิ่งของเน่าเหม็นมาก ให้ความรู้สึกน่าทึ่ง แปลกอย่างบอกไม่ถูก
    เป็นเรื่องที่ทิ้งปรัชญาไว้อย่างมากมาย คลาสสิคมาก

  • ชอบหนังสือเล่มนี้เป็นการส่วนตัว
    พอมาดูหนัง :) ได้อย่างใจ
    ที่เคยจินตนาการไว้เลย ชอบ!

Comments are closed.