หายไปสักพักนึง เนื่องจากรู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมาสติหลุดบ่อย ทำอะไรไม่ค่อยรู้ตัว เลยได้รับการแนะนำให้ไปลองฝึกจิต ด้วยวิปัสสนากรรมฐาน (insight meditation) ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย (ybat – young buddhists association of thailand under the royal patronage) ลงหลักสูตร พัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข (โดยคุณแม่สิริ กรินชัย) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อขัดเกลากิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) อวิชชา (ความไม่รู้จริง) เพื่อพัฒนาจิตให้เกิดปัญญา (การเห็นความจริง)

หลายคนรวมถึงตัวผม คิดว่าการฝึกจิตเป็นสิ่งไม่จำเป็น เป็นเรื่องของคนที่มีทุกข์ ถึงหันไปพึ่งทางธรรมเหมือนไปเข้าวัด ซึ่งความจริงแล้ว การฝึกวิปัสสนากรรมฐาน จะสามารถช่วยให้เราพัฒนาในหลายด้าน ทั้งด้านสมาธิ สติ และอารมณ์ การจะเข้าไปฝึกก็ต้องจองกันล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน เพราะมีคนสนใจกันมาก หน่วยงานของรัฐและเอกชนหลายแห่ง รวมถึงสถานศึกษามหาวิทยาลัย ก็มีการสนับสนุนให้พนักงานและนักศึกษาเข้ามาฝึกปฏิบัติกัน อย่างแผนกพยาบาล ของมหาวิทยาลัยมหิดล ก็มีการบรรจุคอร์สนี้ลงในหลักสูตรด้วย

ผู้ที่มาฝึกไม่จำเป็นจะต้องนับถือศาสนาพุทธ มีหลายท่านที่มาฝึกก็มาจากต่างศาสนา บางคนกลับมาจากประเทศ เพื่อมาเข้าคอร์สเลยก็มี ระหว่างการปฏิบัตินั้น ผู้ฝึกยังจะได้ึความรู้ทางด้านพุทธศาสนา นอกจากการฝึกดินจงกรม (การเดินเป็นเส้นตรงกลับไปกลับมา) 7 ระดับ และการนั่งสมาธิแบบวิปัสสนากรรมฐาน

พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เชื่อ แต่สอนให้ฟังและัใช้สติปัญญาของตนกลั่นกรองเอาเอง

ผมเข้าคอร์สวันที่ 12 – 19 มิถุนายน ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 8 วัน 7 คืน โดยที่ระหว่างอยู่ในการปฏิบัติ จะต้องทำตามวิทยากรสอน …ไม่มีการพูดคุยกันเอง หรือใช้โทรศัพท์ รวมถึงเครื่องมืออิเลคทรอนิกส์ต่างๆด้วย ตลอดช่วงระยะเวลาที่อยู่ที่นั่น

สิ่งสำคัญที่สุดในการฝึกคือ ปัจจุบัน หรือ การกำหนดอิริยาบถปัจจุบัน โดยจะมีอิริยาบถใหญ่ คือ เดิน นอน ยืน นั่ง และัอิริยาบถย่อย (เช่น ก้าว, ยก, บิด, ดัน) ในปกติเราใช้อิริยาบถเหล่านี้อย่างเคยตัว หรือเรียกได้ว่าอย่างไร้สติ เราทำไปโดยไม่รู้ตัว เช่นเปิดประตู หรือการลุกนั่ง จิตของเราก็จะโดนดึงให้ไปสนใจกับสิ่งอื่น การฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ก็จะมาช่่วยให้เราได้มองเห็นตัวเองในปัจจุบันด้วยการกำหนดรู้

กรรมฐานมี 2 ประเภท
1. สมถกรรมฐาน (สมถภาวนา / calm meditation) : การพัฒนาจิตให้แนวแน่เป็นหนึ่งเดียว เช่นกำหนดลมหายใจ พุธโ๊ธ เป็นต้น อันนี้จะมี 3 ระดับ เรียกว่า ฌาน โดยระัดับสูงสุดก็นำไปสู่สภาวะลึกลับ แต่กรรมฐานนี้ไม่ก่อใ้ห้เกิดปัญญา
2. วิปัสนากรรมฐาน (วิปัสสนาภาวนา / insight meditation) : การเห็นแจ้งในธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย มีทั้งหมด 16 ระดับ เีรียกว่า ญาณ ซี่งจะนำไปสู่การหลุดพ้นทางจิต เส้นทางสู่ปรมัตถสัจจ์ หรือ นิพพาน โดยในกรรมฐานนี้ ปัญญาจะก่อเกิดเมื่อไปถึงระดับที่ 4 (อุกยักพพยญาณ) เรียกว่ารู้ถึง ไตรลักษณ์ (อนิจจัง~ไม่เที่ยง, ทุกขัง~คงอยู่สภาพเดิมไม่ได้, อนัตตา~บังคับไม่ได้)

เมื่อเรากำหนดรู้ในอิริยาบถรวมถึงสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบประตูทั้ง 6 อันได้แก่ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ ให้ทันปัจจุบัน เราก็จะสามารถเห็นว่า ทุกสิ่งนั้นไม่เที่ยง มีเกิด ตั้งอยู่ และก็ต้องดับไป เมื่อฝึกแล้วอัตตาของผู้ฝึกก็จะลดลง พวกที่ชอบยึดมั่นถือมันในตัวเอง ก็จะค่อยๆหายไป

อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเราไม่ว่าจะเป็น โกรธ ไม่พอใจ เสียใจ และอื่นๆ มันเป็นเพียงกระแสที่ผ่านมา แล้วมันก็ผ่านไปเท่านั้น มันไม่ได้อยู่กับเราตลอด ซึ่งก็มีวิทยากรท่านหนึ่ง ยกตัวอย่างว่า อารมณ์เสียใจหรือโกรธ มันเป็นเหมือนมีดที่มาทิ่มเรา แล้วมันก็จบไป คือผ่านไปแล้ว แต่เราไม่ปล่อยมันไป เรายังคงหยิบเอามีดเล่มเดิม มาแทงตัวเองซ้ำไปซ้ำมา วนเวียนอยู่อย่างนี้

ตอนเด็กๆก็เคยเรียนในวิชาที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา แต่ตอนนั้นไม่เข้าใจ เอาแต่ท่องๆไปเท่านั้น พอได้มาฟังวิทยากร อธิบายให้เข้าใจง่าย ก็ทำให้ได้ความรู้ เพิ่มมาอย่างมากเลย วิทยากรทุกท่านที่มาพูดก็เก่งกันทั้งนั้น บางท่านก็เป็นดอกเตอร์ ที่คลุกคลีอยู่ทางด้านจิตวิทยามากว่า 30 ปี

ถ้า่เขียนอธิบายคงจะยาวยืด คนอ่านจะพาลเบื่อหนอ อีกอย่างท่านวิทยากรบอกว่า ของแบบนี้มันสอนกันได้ แต่การปฏิบัตินั้น ท่านต้องทำกันเอง เหมือนสอนว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน ก็สอนได้แต่เพียงทางทฤษฎี ว่าการวางท่าทางเป็นอย่างไร การบังคับ หรือการควบคุม แต่ถ้าท่านไม่ขึ้นไปขี่จักรยานหรือลงน้ำไปว่ายเอง ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะมันไม่ใช่ประสบการณ์ตรง (direct experience) ดังนั้น ถ้าใครอยากสัมผัส ก็คงต้องลองไปเข้าฝึกวิปัสสนากรรมฐานดูเอง สัก 8 วัน 7 คืน

อยากเป็นมนุษย์ที่ก่อแต่กุศลก็ทำได้ไม่ยาก เพียงถือศีลห้า ซึ่งเป็นรากฐานของศีลทั้งหลาย อันได้แก่ ไม่ฆ่าหรือทำร้ายสัดว์, ไม่ลักขโมย เอาของผู้อื่นมาเป็นของตน,ไม่ล่วงละเมิดในภรรยาหรือสามีของผู้อื่น, ไม่พูดเท็จ, ไม่ดื่มของมึนเมาและสิ่งเสพติด ถ้าอยากดีกว่านี้ก็็ถือ พรหมวิหารสี่ด้วย อันได้แก่ เมตตา (ปรารถนาดี), กรุณา (ใครลำบากก็ช่วย), มุทิตา (เห็นผู้อื่นมีึความสุขก็ยินดีด้วย), อุเบกขา (ถ้าช่วยไ่ม่ได้ ก็วางเฉย)

“ปัจจุบันคือเวลาที่สำคัญที่สุด” และ “คนที่อยู่ตรงหน้าเราคือคนที่สำคัญที่สุด” เมื่อเราสามารถคิดได้อย่างนี้แล้ว เราก็จะปฏิบัติต่อผู้อื่นได้เป็นอย่างดี เพราะคงไม่มีใครอยาก ทำกิริยาไม่ดี หรือพูดจาด่าทอ กับคนที่สำคัญที่สุดของตัวเอง

สุดท้ายนี้ก็ขออนุโมทนาบุญ ท่าน pün ที่แนะนำ ท่าน kobotic ที่ขับรถไปส่ง
และ ท่าน bank ที่ใช้พลังพิเศษ ทำให้สามารถลงคอร์สได้อย่างรวดเร็ว สาธุ สาธุ สาธุ

ป.ล. ครั้งที่ไปเข้าปฏิบัตินี้มีผู้เข้าร่วม 306 คน เป็นชายประมาณ 70 คน ที่เหลือเป็นผู้หญิง…

2007.06.19