ฟารีเนลลี่ (farinelli) เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นโดยใช้เค้าโครงเรื่องของบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เรื่องราวของความงามแห่งเสียงเพลง ความขัดแย้งในตัวเอง ความจริงที่โหดร้าย ชื่อเสียงและการสรรเสริญ ฟารีเนลลี่ในภาพยนตร์ จะเป็นประวัติชีวิตส่วนหนึ่งที่หยิบยกขึ้นมา เป็นเรื่องราวของหนึ่งในนักร้องสุดยอด ในศตวรรษที่ 18

ภาพยนตร์สัญชาติเบลเยี่ยมออกฉายในปี 1994 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล academy awards สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ มีรางวัลการันตี ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมจาก golden globe awards ในปี 1995 และ cesar awards ในสาขาเสียงประกอบ

ฟารีเนลลี่เกิดในปี 1704 มีชื่อจริงว่า คาโล บลอสกี (carlo broschi) ส่วนชื่อ farinelli นั้นเป็นชื่อที่เขาใช้ในการแสดง และด้วยเสียงน้ำเสียง ที่สุดยอดของเขา ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วทั้งในอิตาลี อังกฤษ รวมไปถึงเสปน กล่าวได้ว่านักร้อง castrato ที่โด่งดังอย่างสูงสุดในสมัยศตวรรษที่ 18 ก็คือ คาร์โล บลอสกี หรือ ฟาริเนลลี่ นั่นเอง

ในสมัยศตวรรษที่ 17-18 นั้น นักร้อง soprano ผู้ชายนั้นได้รับความนิยม และมีความต้องการอย่างมาก นักร้องเสียง soprano ผู้ชายนั้นจะถูกเรียกว่า castrato (เป็นภาษาอิตาเลียน ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า castrated) โดยปกติแล้วเด็กผู้ชาย จะมีเสียงร้องที่ใสและสูง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยหนุ่ม เส้นเสียงจะถูกพัฒนาขึ้น โดยการสั่งการ ของฮอร์โมนภายในร่างกาย castrato ก็คือนักร้องชาย ที่ยอมสละอวัยวะเพศของตนเอง เพื่อหยุดการทำงานของฮอร์โมน ไม่ให้ไปพัฒนาเส้นเสียง เป็นการรักษาเสียงให้ใส และสูงตลอดไป นอกจากนี้ยังมีการบังคับ เด็กที่มีพรสวรรค์ให้ทำการ castration ตั้งแต่ยังเด็กอีกด้วย ในท้องเรื่องนั้นจะมีการบอกว่า farinelli นั้นสูญเสียอวัยวะส่วนนั้นไป เนื่องจากอุบัติเหตุ ตกม้าสมัยที่เขายังเด็ก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเหตุ ที่ทำให้เขาคงเสียงที่สูงเหนือธรรมดาไว้ได้

ภาพยนตร์จะใช้การเล่าเรื่อง กลับไปในอดีตของ farinelli ตั้งแต่สมัยที่เป็นนักร้องเด็กอยู่ในวงประสานเสียง ซึ่งเขาได้รับแรงสนับสนุน จากบิดาของเขา ที่ต้องการให้บุตรชายของตน เข้ามาอยู่ในโลกของดนตรี โดยบิดาของเขาพยายม ผลักดันให้พี่ชายของฟารีเนลลี่ ที่ชื่อว่า ริคาลโด ให้เป็นนักประพันธ์เพลง ส่วนฟารีเนลลี่นั้น ก็จะขับร้องเพลงที่พี่ชายเข้าแต่ง เป็นการเกื้อหนุนกันและกัน

ภาพยนตร์เก็บส่วนที่เป็นปมปริศนา ไว้อย่างมิดชิดถึงความจริงที่ถูกซ่อนไว้ และเน้นไปที่ความสามารถ ในการร้องเพลงของฟารีเนลลี่ ชื่อเสียงของฟารีเนลลี่เริ่มโด่งดัง จากปากต่อปาก แพร่สะพัดกระจายไปไกล ทำให้ทุกคนต้องการ อยากจะได้ฟังเสียงของเขา การแสดงของเขาทุกที่ ได้รับการตอบรับที่ดีจากมหาชนอยู่เสมอ ทางโรงละครต่างๆ ก็ส่งคำเชิญมาให้เขา เพราะฟารีเนลลี่ไม่ได้เป็นเพียงนักร้องที่มีเสียงสูง และงดงามอย่างธรรมดา ว่ากันว่าเสียงของเขา มีพลังที่สามารถ เข้าไปสั่นคลอนจิตใจของผู้ได้รับฟัง อย่างรุนแรงราวกับต้องมนตร์

ภาพยนตร์ยังเน้นไปที่ตัวละครอีกคน นักประพันธ์เพลง แฮนเดล (georg friedrich händel) ที่ต้องการ farinelli มาร่าวมงานกับเขา เนื่องจากได้เห็นความสามารถ แต่เขาต้องการเพียงตัว farinelli เท่านั้น ไม่ต้องการพี่ชาย ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน กลายเป็นการแข่งชิงอำนาจ ระหว่างกันไปในที่สุด บทภาพยนตร์ยังแสดงให้เห็น ถึงประเด็นความขัดแย้ง ในตัวของฟารีเนลลี่เอง ด้านหนึ่งเขามีความสุข กับการที่ได้ร้องเพลง มีความปรารถนา ในคำยกย่องสรรเสริญ และมีความสุขกับชื่อเสียงเงินทอง ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น คือความเจ็บปวด กับบางส่วนที่เขาเสียไป ความสัมพันธ์ที่เริ่มแตกแยก ระหว่างพี่น้อง เมื่อฟารีเนลลี่ ได้ฟังดนตรีของแฮนเดล ใจหนึ่งของเขา แสดงให้เห็นว่า เขารู้สึกชื่นชมผลงานของแฮนเดล แต่นั่นก็หมายถึงว่า เขาจะต้องทิ้งพี่ของเขาไป และยอมแพ้ต่ออำนาจของแฮนเดล

ฟารีเนลลี่เป็นเรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นโศกนาฏกรรม ที่แปลกแต่น่าสนใจอย่างน่าประหลาด ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังมีบทเพลงที่ไพเราะ และเครื่องประดับ การจัดฉากที่ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

★★★★½ การแสดง (acting)
★★★★☆ นักแสดง (actors/casting)
★★★★☆ เนื้อเรื่อง (story)
★★★★★ ดนตรีประกอบ (music/sound effect)
★★★★☆ การถ่ายทำ (direction/composition)
★★★★½ ความชอบโดยรวม (overall)

movie: farinelli | director: gérard corbiau | release: 1994

หยิบฉากในเรื่องมาให้ชมสองฉาก :)


trumpet duel (scene from farinelli) ~dl

ombra fedele anch’io (scene from farinelli) ~dl

เกร็ดเล็กน้อย
หลายคนอาจจะสงสัยว่าถ้าต้องการเสียงสูง ทำไมสมัยนั้นไม่ใช่นักร้องผู้หญิงไปเลยล่ะ สาเหตุนั้นมีอยู่ว่าเสียงของผู้ชายนั้น มีความหนักแน่นและมีเนื้อเสียง ที่หนากว่าเสียงผู้หญิง สามารถเปล่งเสียงในโทนที่กว้างกว่า ลึกกว่า และละเอียดกว่า และยังสามารถ ใช้เทคนิคควบคุมเสียง ที่เหนือกว่า นี่เป็นสาเหตุที่ ทำให้ในสมัยศตวรรษที่ 17-18 นั้น นักร้อง castrato ที่เก่งๆนั้น เป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก นอกจากนี้ ในสมัยนั้นผู้หญิง ยังไม่มีสิทธิ์ ที่จะทำอะไรหลายอย่าง ตามบันทึกของ church of rome ที่มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจน

“let your women keep silence in the churches” (i corinthians 14:34)
“let the woman learn in silence with all subjection. but i suffer not a woman to teach, nor to usurp authority over men, but to be in silence” (i timothy 2:11-12).

ซึ่งหมายถึง st. paul นั้นมีความเชื่อว่า ผู้หญิงไม่ควรมีส่วน ในการสนทนาในเชิงทฤษฎีหรือสอนผู้ชาย และข้อดังกล่าวนั้นเข้มงวดอย่างมาก ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ ที่จะพูดหรือขับร้องในโบสถ์ นอกจากนี้ทางโบสถ์ ยังมีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิง เข้าร่วมในการแสดงมหรสพต่างๆอีกด้วย

ในสมัยช่วยกลาง (middle ages) การขาดเสียงร้องของผู้หญิง ในการขับร้องในโบสถ์นั้นดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาใดๆ เพราะมีการใช้เสียงเด็กผู้ชายมาแทน แต่อย่างไรก็ตาม เสียงของเด็กผู้ชายนั้นมีความยุ่งยาก และเมื่อมาเจอกับท่วงทำนองดนตรีที่สลับซับซ้อน ซึ่งถูกเขียนขึ้นมาในช่วงปลายของปี 1500 ทำให้เห็นถึงปัญหาที่ว่า เสียงของเด็กผู้ชายนั้น ไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ ที่จะขับร้องดนตรีดังกล่าว และเมื่อร่างกายพัฒนา ไปจนถึงจุดหนึ่ง เสียงของเด็กผู้ชายก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ปัญหานี้ก็ถูกแก้ไขอย่างทันที โดยว่าจ้างนักร้องเสียงฟาลเซ็ตโต้ (falsettist) มาจากสเปนทั้งหมด ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขา จะมีเทคนิคพิเศษบางอย่าง ที่ช่วยรักษาเสียงของพวกเขา ให้มีช่วงเสียงที่กว้าง และสูง และมีเนื้อเสียงที่มีพลังกว่า บางคนกล่าวว่า แท้จริงแล้ว พวกเขาเป็นคาสตราติทั้งหมด หรือไม่ก็มีบางคนที่เป็น

ในบันทึกปี 1599 ปิเอโตร เปาโล โฟลิงาโต้ (pietro paolo folignato) และ จิโรลาโม รอสสินี่ (girolamo rossini) สองคาสตราติ ชาวอิตาเลียน ได้เข้ามาขับร้องที่ sistine chapel และในช่วงเดียวกันนั้นเอง ดนตรี opera ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา โอบอุ้ม castrati ทั้งหลาย

castration นั้นมีมานานแสนนานตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่ง แต่ในบางกรณีทาสก็จะถูกทำการ castration เพื่อไปเป็นยามเฝ้าฮาเร็ม หรือรับใช้สตรีผู้สูงศักดิ์

castrato มีการบันทึกว่าเกิดชึ้นมาครั้งแรกในสมัยศตวรรษที่ 16 และได้รับความยนิยมสูงสุดในสมัยศตวรรษที่ 17-18 บทร้องของตัวเอกชาย มักจะถูกเขียนขึ้นสำหรับ ขอบเขตเสียงของ castrato (อย่างในโอเปราของแฮนเดลเป็นต้น) ในปัจจุบันนั้นไม่มี castrato แท้เหลืออยู่อีกแล้ว บทดังกล่าว ก็จะถูกขับร้องโดยผู้หญิง หรือ เคาเตอร์เทเนอร์ (counter tenor) castrato แท้ๆเพียงคนเดียวที่มีการบันทึกเสียงคือ อเลซซานโดร โมเรสกี (alessandro moreschi) ซึ่งได้บันทึกไว้ในปี 1902 และ 1904

นอกจากนี้ยังมีการบันทึก ถึงการค้นพบ คาสตราโต้แบบธรรมชาติ (natural castrati) ซึ่งเป็นบุคคลที่เกิดขึ้นมา กับความผิดปกติของเส้นเสียง ทำให้สามารถ สร้างเสียงแบบเดียวกับ castrato โดยไม่จำเป็นต้องมีการผ่าตัด

sopranista โซปรานิสต้า หรือโซปรานิส (sopranist) คือนักร้องผู้ชายเสียงธรรมชาติ ที่ไม่ได้ผ่านการ castration แต่มีความสามารถในการใช้เสียง ขึ้นไปจนถึง soprano register โดยไม่มีการใช้ falsetto (เทคนิคพิเศษ) บุคคลเหล่านี้ มีเพียงจำนวนไม่กี่คนในโลก โดยโซปรานิสต้าเหล่านี้ สามารถขับร้อง บทเพลงบางส่วนที่เขียนขึ้นเพื่อ castrato และบทเพลง ที่เขียนขึ้นเฉพาะสำหรับโซปรานิสต้า โดยนักประพันธ์เพลงอย่างรอสสินี่ (gioachino rossini)

soprano คือคือชื่อเรียกของนักร้อง ที่มีเสียงอยู่ในช่วงระหว่าง middle c ไปจนถึง a ตัวโน๊ตลำดับที่ 13 จาก middle c ซึ่งเป็นช่วงเสียงที่สูงที่สุดในทางดนตรี

counter tenor คือนักร้องผู้ชายที่มีการใช้ ฟาลเซ็ตโต้ (falsetto) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการร้องเพลง เพื่อให้ได้เสียงที่สูงกว่า range เสียงธรรมดา โดยปกติแล้วพวกเขาจะมี range เสียงอยู่ที่อัลโต (alto) ของผู้หญิง แต่ในคนที่พิเศษจริงๆ ก็สามารถขึ้นไป เทียบเสียงกับโซปราโน่ (soprano) ได้เลยทีเดียว

alto คือชื่อเรียกของเสียง ในทางดนตรีนั้น อัลโต้จะหมายถึงนักร้องที่มี range เสียงอยู่ระหว่าง เทเนอร์ (tenor) และ โซปราโน่ (soprano) โดยอัลโต้ทั่วไป จะมีขอบเขตของเสียงอยู่ระหว่าง middle c จนถึง d (โน๊ตตัวที่เก้าจาก middle c)

tenor คือชื่อเรียกของนักร้องชาย ที่มีเสียงสูง (แต่ต่ำกว่า counter tenor) โดยจะมีขอบเขตของเสียง ที่สูงกว่า bass และอยู่ต่ำกว่า alto นักร้อง tenor โดยทั่วไปจะมีขอบเขตของเสียงตั้งแต่ c (คู่เสียงที่อยู่ต่ำกว่า middle c) ไปจนถึง a (เหนือ middle c) ปัจจุบันนักร้อง tenor ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีก็จะมี โฮเซ่ คาเรร่า (jose carrera), พลาซิโด โดมิงโก้ (placido domingo) ลูชีอาโน่ พาวาร็อตติ (luciano pavarotti) กุยเซ็ปเป ดิ สเตฟาโน่ (giuseppe di stefano) และที่ลืมไม่ได้ นักร้องความสามารถสูง ที่มีความพิการทางสายตาอย่าง อังเดรีย โบเชลลี่ (andrea bocelli) ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

bass คือนักร้องชาย ที่สามารถใช้เสียงในช่วงที่ต่ำ ที่สุดของมนุษย์ นักร้องเบสทั่วไป จะมีช่วงเสียงอยู่ระหว่าง f (หนึ่งคู่เสียงครึ่ง ต่ำกว่า middle c) ไปจนถึง e (เหนือ middle c)

2007.04.30