คำว่า “แต่”

คำว่า “แต่”

150 150 *pradt

เมื่อสักครู่ได้แวะเข้าไปอ่านที่ weblog ของ pilun เพื่อนสนิทที่เรียนมาด้วยกัน ก็ได้พบบทความที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง แต่ที่ชอบใจมากๆมีอยู่สองเรื่องครับ เรื่องแรกคือ เรื่องคำว่า “แต่”

เชื่อว่าเราคนไทยทุกคนทราบกันเป็นอย่างดีว่า คำว่า “แต่” นั้นใช้พูดเมื่อต้องการเชื่อมข้อความหรือประโยคที่ขัดแย้งกัน เช่น “ของนี้ราคาไม่แพงแต่มีคุณภาพดี” หรือ “พรุ่งนี้จะต้องส่งงานแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มทำเลย” เป็นต้น คำว่า “แต่” ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันนั้น หากใช้ในลักษณะของการบอกเล่าเรื่องราวหรือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นดังในตัวอย่างข้างต้น ก็เห็นจะเหมาะสมดี แต่เชื่อไหมว่า คำว่า “แต่” ส่วนใหญ่ที่พูดๆกันนั้น มักจะใช้ในการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเสียมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่น “ผมไม่ได้ต้องการจะดูถูกเขาหรอกนะครับ แต่คุณสมบัติของเขาไม่เหมาะสมเลยที่จะเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้” หรือ “ดิฉันไม่ได้อยากจะยกยอตัวเองหรอกนะคะ แต่ดิฉันคิดว่าในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด ไม่มีใครสู้ดิฉันได้สักคนเดียว” หรือ “ผมไม่ได้อยากจะสอดรู้สอดเห็นหรอกนะครับ แต่เรื่องที่คุณสมศักดิ์ถูกภรรยาฟ้องหย่านั่นเป็นเรื่องจริงหรือครับ” เป็นต้น การพูดในลักษณะนี้นั้น จัดว่าเป็นการใช้คำว่า “แต่” อย่างพร่ำเพรื่อและไม่เหมาะสม เพราะผู้พูดนั้น กำลังคิดในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ปากพูด เช่นในตัวอย่างแรก “ผมไม่ได้อยากจะดูถูกเขา แต่…” นั่นแสดงว่าผู้พูดกำลังดูถูกคนที่ถูกพาดพิงถึงอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาแสร้งพูดว่าไม่ได้อยากจะดูถูก เพื่อให้ผู้ฟังไม่รู้สึกว่าผู้พูดแสดงอาการดูถูกอย่างรุนแรงจนเกินไป หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง “ฉันไม่ได้อยากจะจู้จี้หรอก แต่ตรงนี้ต้องไปแก้ใหม่นะ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้พูดรู้ตัวว่ากำลังจู้จี้กับผู้ฟังอยู่ จึงแสร้งพูดเสียว่าไม่ได้อยากจะจู้จี้ การใช้คำว่า “แต่” ในลักษณะดังกล่าวนี้ เหมือนกับเป็นการโกหกรูปแบบหนึ่ง หลอกทั้งตัวเอง และหลอกทั้งผู้ฟังด้วย

ถ้าเราคิดให้ดีๆ จะเห็นว่าการพูดในลักษณะนี้ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเลย ถ้าเราซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง รู้สึกอย่างไรก็พูดออกไป หรือถ้ารู้สึกว่าสถานการณ์ไม่เหมาะสมที่จะพูด ก็ไม่ต้องพูดเสียเลย การพูดในแบบที่ขัดแย้งกันเองด้วยคำว่า “แต่” นั้น นอกจากจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าผู้พูดต้องการจะปิดบังหรือเสแสร้งความรู้สึกแล้ว ยังทำให้ผู้พูดเกิดความกล้าพูดในสิ่งที่ไม่ควรจะพูด เช่น พูดดูถูกผู้อื่น พูดยกย่องตัวเอง ฯลฯ ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่เราจะพูดคำว่า “แต่” นั้น เราก็ควรที่จะคิดให้ถี่ถ้วนก่อนว่าสมควรหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลด้านลบต่อทั้งตัวผู้พูดเอง และผู้ที่ถูกอ้างอิงถึงด้วย

บทความโดย ดร. ปิลันธ ปิยศิริเวช

7 comments
  • เอ่อ รู้สึกว่าเพิ่งจะมีคนพูด “…..แต่….”
    กับเรามาหลายประโยคมากเลยนะ
    โดนด่าทางอ้อมป่าวนะเนี่ย -“-

  • เราไม่ได้อยากคบกับอิลูนะ แต่เราก็มาคบจนได้ เอิ๊กกก

  • รูปแบบการใช้ภาษาเกิดจากรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนด้วยนะครับ

    ประเด็นเรื่องคำว่า “แต่” ในภาษาไทยนี่น่าสนใจดี ไม่รู้มีใครเอาไปวิจัยหรือเขียนวิทยานิพนธ์หรือเปล่า แต่ในภาษาญี่ปุ่น การใช้คำช่วยที่มีความหมายเหมือนคำว่า “แต่” ในภาษาไทยกลับเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง วิธีใช้ก็เหมือนในประโยคตัวอย่างข้างบนนั่นแหละครับ ให้ความหมายประมาณว่า ไม่อยากจะรบกวน-แต่-ก็ขอรบกวนด้วย ในกรณีนี้กลับกลายเป็นคำพูดสุภาพแบบญี่ปุ่น ที่มองว่าไม่ทำให้ผู้ฟังเสียความรู้สึกโดยการพูดตรง ๆ

    เขียนซะยาวเหยียด ก็เพื่อจะบอกว่า ถ้าการสื่อสารสำเร็จผล ภาษาก็ทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุดแล้ว ผลที่ตามก็คงเกิดจากผู้ส่งและผู้รับสารนั่นเองว่าจะเข้าใจ หรือพยายามเข้าใจ สารนั้น ๆ หรือไม่

  • เราเพิ่งทราบมาว่า Mr. Pilun ได้เปลี่ยนไป๋ เป็น Dr. Pilun ไปซะแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย ใครเจอฝากไปบอกที

  • จริงเฮะ

    อย่างจะพูดว่า เราไม่ได้จะว่าอะไรอิลุนะ แต่เราว่าอิลุเป็นต่างดาวอะ
    ถ้าแปลความหมายคือ อยากจะว่าอิลุนั่นแหละ แต่พูดให้ดูดีหน่อย ว่าไม่ได้จะว่านะ แต่…

  • ถ้าโลกนี้ไม่มีแต่คงไม่สนุก อิอิอิ

    ถึงเราจะไม่สวยหัวก็ไม่ดี แต่ลูก็รักเรา กร้ากๆๆๆๆๆ

  • what is pring? 2005.07.22 at 17:24

    อืมมม ว่าแต่ว่านะ
    อืมมม

Comments are closed.